มันเป็นเรื่องที่อัดอั้นมานาน
เกี่ยวกับการทำงานช่วงที่ผ่านมา
เรื่องที่เราจะเล่าใน entry นี้เป็นเรื่องสมมติ
อาจจะเป็นจริงหรืออาจจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็ได้
ถ้าชื่อคนหรือชื่อสถานที่มันไปพ้องกับใคร มันก็อาจจะไม่เกี่ยวกับคนๆนั้นก็ได้
แล้วคำแทนตัวเองว่า 'เรา' ใน entry นี้ ก็อาจจะเป็นตัวเรา หรือไม่ใช่ก็ได้
สมมติว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นก่อนสงกรานต์ประมาณหนึ่งหรือสองอาทิตย์
สมมติว่าช่วงนั้นคอมเราเสีย
ก็เลยว่างๆโหวงๆ
(ปกติเราทำงานพิเศษตลอด แต่ช่วงนั้นมันว่างจริงๆ)
บังเอิญมีน้าของเราคนหนึ่ง สมมติว่าชื่อ น้าเฮ
แล้วสมมติว่าน้าเฮทำงานในบริษัทการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง(และอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากๆด้วย)
ในวันธรรมดาๆวันหนึ่ง น้าเฮชวนเราไปทำงานด้วย เป็นลูกจ้างชั่วคราว ใช้เส้นเข้า(วุฒิเราไม่ถึง อายุก็ไม่ถึง)
บอกว่าตอนนี้ต้องการคนด่วนจริงๆ ไปเป็นเลขาให้กับคนๆหนึ่ง
คนๆนี้ก็เป็นระดับสูงๆของบริษัทเดียวกัน แต่อยู่คนละจังหวัด มาดูงานในสาขาที่น้าเราทำงานอยู่
มาประมาณเกือบเดือนแล้ว อีกสองอาทิตย์ก็จะกลับ แต่เลขาคนเก่าลาออกกลางอากาศ
น้าบอกว่าให้เงินเป็นรายวัน มากพอสมควร เราก็เลยตอบตกลงไป
ตำแหน่งที่เราทำอยู่
เป็นเลขาส่วนตัว มีหน้าที่ทำตัวติดกับคนๆนั้น
พาไปทานข้าว ไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้ ไปประชุม บลาๆๆ
ช่วงแรกๆก็โอเค แปลกใหม่ดี
แต่พอนานๆไปลายชักจะออก
มีวันหนึ่ง นาย(ย่อมาจากเจ้านาย หรือนายท่านก็ตามแต่) จะไปเยี่ยมหุ้นส่วนใหญ่ที่โรงพยาบาล
บอกให้เราเตรียมช่อดอกไม้ จะไปตอน 10 โมง
เราก็ถามว่า จะต้องแต่งตัวยังไง(เพราะปกติอยู่ในที่ทำงานเราก็ใส่สูทบ้าง ใส่ชุดทำงานบ้าง แล้วแต่สถานการ)
นายก็บอกว่า "มันไม่ได้เป็นทางการเท่าไหร่ แต่งตัวธรรมดาก็แล้วกัน"
แต่พอถึงวันนั้นจริง
นาย ใส่ สูท
....
แล้วหุ้นส่วนใหญ่คนนั้นเป็นคนใหญ่คนโต แฟนก็เป็นผู้ดี~ ผู้ดี แต่ละคนที่ไปเยี่ยมด้วยกันวันนั้นใส่สูทหมด
.....
แล้วมึงบอกกูแต่งชุดธรรมดาได้...
พอกลับมาก็เรียกไปด่า ย้ำ ไม่ได้เรียกไปตักเตือน นายเรียกไปด่า
บอกว่าแต่งกายไม่ดูกาลเทศะ มีใครเคยให้ความรู้ด้านนี้มาบ้างไหม? ถือว่าตัวเองมีเส้นจะทำอะไรก็ได้หรือไง
(เนื้อความจริงมันหยาบคาย มาก อันนี้ดัดแปลงให้นุ่มลงแล้ว)
เราก็กัดฟันยอมรับผิด เพราะมันผิดกาละเทศะจริงนั่นแหละ ดูไม่ดีเลยด้วย
(แต่ใจจริงแทบจะกระโดดไปตะบันหน้า มึงบอกกูเองงงง ไอ้หอกหัก?!?)
แล้วทีนี้ มันมีอีกงานหนึ่ง
เป็นงานขึ้นบ้านใหม่ของลูกค้ารายใหญ่
ลูกค้าคนนี้เป็นคนมีหน้ามีตา มีฐานะ เป็นคนใหญ่คนโต
และ เป็นหลานของเราเอง
ท่านอายุมากพอจะเป็นปู่เราได้เลย แต่มีศักดิ์เป็นหลาน
และคอนข้างจะเอ็นดูเรามากด้วย
ทีนี้ นายก็บอกเราแต่งตัวธรรมดาอีกแหละ
แต่เราไม่หลงกล 555+ เพราะเราทำการบ้านมีเรียบร้อยแล้ว
งานนี้คุณหญิงคุณนายเพียบ
เราก็แต่งตัวดีๆไป (กรูแทบจะไปเช่าชุดราตรีผ้าไหมมาใส่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย)
และแล้วพอถึงวันงาน นายแต่งชุดธรรมดาไป ฮ่าฮ่าฮ่า
ขอสะใจสักทีเถอะ
เราก็ถือโอกาสปล่อยเกาะไว้เลย ส่วนเราก็ไปคุยกับหลานเรา ท่านก็ลูบหัวสองสามทีแถมทองด้วย
ว้ากกกกกกก แถมทองงงงงง โว้ยยยยย
พอกลับมา นายเรียกไปด่าอีก บอกว่า ทำตัวข้ามหน้าข้ามตา
....เออว่ะ คราวนี้กูจงใจ จงใจมาก
แล้วหลังจากนั้น นายก็แค้นฝังหุ่น หาทางกลั่นแกล้งเราต่างๆนาๆ
ซึ่งแต่ละวิธีมัน.....โคตรจะแมนเลย
ช่วงแรกๆก็โกงนาฬิกาของoffice เพื่อให้เราตอกบัตรสาย โดนหักเงิน
ครั้งแรกเรางงมากเลย นาฬิกาเรากับของที่ทำงานมันเหลื่อมกันอยู่สองสามนาที
แล้วจู่ๆวันหนึ่งมันห่างกันเกือบยี่สิบนาทีได้?!? โอ้ว~
เราก็เลยพยายามมาให้เร็วขึ้น(มารอตั้งแต่แม่บ้านยังไม่เปิดประตู ตอกบัตรคนแรกเลย ประชดมัน)
ต่อมาก็มีการ เรียกให้เราทำงานใหญ่โดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า
ปรกติหน้าที่พรีเซนต์งาน ไม่ใช่หน้าที่เรา
นายเรียกเราไปทำ พอทำได้ไม่ดี ด่า
พยายามฉีกหน้า
แบบว่า ตอนพักเที่ยง เรากับพวกพี่ๆที่ทำงานกำลังตำส้มตำกันอยู่
นายเรียกไปพรีเซนต์งานด่วน
ซึ่งไอ้ที่กำลังตำกันอยู่ มันเป็นตำปูปลาร้า
โห อีห่าลากกกกกกก ตัวกูมีแต่กลิ่นปลาร้า
วันนั้นก็เลยรมน้ำหอมเต็มที่ แทบจะเป็นลม
แล้วไอ้ที่ให้นำเสนอนั่น เป็นโปรเจ็กต์จากยอดเขาไหนก็ไม่รู้ เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ไม่รุ้เรื่องเลย
มันก็ต้องออกมาไม่ดีจริงไหม?
ด่าเราอีก
เราก็กัดฟันทน
พอหลังๆมาเริ่มไปปล่อยข่าวว่าเรากับมันมีอะไรกัน
ซึ่งจากรูปการ เราต้องตัวติดมันตลอดเวลา แล้วโต๊ะทำงานเราอยู่ในห้องมัน
จริงๆแล้วมีโต๊ะหน้าห้องด้วย แต่เป็นของพี่อีกคนหนึ่งที่เป็นเลขาหน้าห้อง ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม เพราะวันๆไอ้เจ้านายแทบไม่ได้เยื้องย่างร่างกายอันแสนจะหนักแผ่นดินของมันเข้าไปทำงานเลย วันๆเห็นแต่ตีกอล์ฟบ้าง เที่ยวนั่นเที่ยวนี่ เลียแข้งคนนั้น เลียขาคนนี้(ได้ข่าวว่ามันพยายามจะย้ายมาที่สาขาจังหวัดเรา เลยวิ่งหาเส้นสาย) หรือไม่ก็ไปนั่งแกร่วตามร้านกาแฟ บ.ส่งมึงมาดูงานนะเว้ย ไม่ได้ส่งมาเที่ยว?!
บางทีก็หนีบเราตะลอนๆเที่ยวกลางคืน ตามสถานที่อโคจรทั้งหลาย ซึ่งเราเข้าไม่ได้(โว้ย) เขาตรวจบัตร แล้วอายุไม่ถึงไงมันบอกให้เรารออยู่ข้างนอก จะได้กลับพร้อมกัน "เดี๋ยวปล่อยกลับไปคนเดียวไอ้เฮจะหาว่าดูแลหลานไม่ดี"
ไอ้สาดดดดดดด มึงทิ้งกูไว้ข้างนอกนี่มันต่างกันตรงไหนวะ?! ยืนอยู่คนเดียว ค่ำๆมืดๆในที่แบบนั้น
แล้วคุณเจ้านายจะออกมาเมื่อไหร่?! ให้รออย่างนั้นสงสัยจะถูกฉุดเข้าพงไปก่อนว่ะค่ะ?!
พอคิดได้ดังนั้น เราจึง กลับบ้าน
เช้ามา ด่ากูว่าทิ้งงานอีก
ทิ้งงาน? นั่นงานเรอะ? ขอโทษค่ะ หนูไม่ทราบว่าต้องไปนั่งเฝ้านายกกอีหนูของนายด้วยค่ะ ขอโทษจริงๆ จากใจ
มันพยายามจะทำให้เรา ลาออก เพราะถ้าเราเป็นฝ่าย ลาออก จะไม่ต้องจ่ายเงินเดือนชดเชย
แต่ถ้าบริษัทเชิญออกต้องจ่ายค่าทำใจด้วย~ ใช่มะ
เราก็พยายามกล้ำกลืนฝืนทน คิดว่าอีกไม่นานมันก็จะกลับไปแล้ว หมดทุกข์หมดโศกกันไปที
(เห็นแก่น้าเฮด้วย เป็นคนฝากเราเข้ามา จู่ๆออกไปคงไม่ดี)
จนมาถึงเรื่องร้ายแรงที่สุด
จุดแตกหักเลย
ปกติเวลาประชุมเนี่ย เราจะจดชวเลขไว้
จดบันทึกใส่สมุดส่วนตัวเราไว้ แล้วส่งให้พี่ที่เป็นเลขาหน้าห้องบันทึกลงเล่มอีกที
แล้วเราก็เก็บสมุดเล่มนั้นไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานเรา
เที่ยงวันหนึ่ง เรากินข้าวเสร็จเร็วกว่าปกติ
พอเปิดประตูกลับเข้ามาในห้อง
นายกำลังเปิดสมุดเราอยู่ ลิ้นชักโต๊ะเราเปิดหมด(ซึ่งก่อนออกไปเราล็อกไว้หมด....มันเปิด)
เราก็พุ่งหลาวไปกระชากออกจากมือมันมา
มันก็บอกว่าเรา เสียมารยาท ดึงของไปจากมือคนได้ยังไง
เราก็สวนกลับไปเลย แล้วนายคนโต๊ะคนหนูได้ยังไง อ่านสมุดของหนูได้ยังไง
คือ ตอนนั้น wind up แล้ว ปรับอารมณ์กลับไม่ทันแล้ว
เพราะสมุดเล่มนั้นมันเหมือนไดอารี่ เราจดทุกอย่างลงในเล่มนั้น ทั้งเรื่องงาน ทั้งเรื่องอื่น
ซึ่งมันเป็นของส่วนตัว ส่วนตัวมาก
"ผมจะดูบันทึกการประชุมของเมื่อวาน"
โห ไอ้ !@@$#$ อยากดูบันทึกกูก็ส่งไปแล้ว มาดูอะไรสมุดกูวะ?!!?
แล้วยังมีหน้ามาบ่นอีกนะ มันบอกว่า จดอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย
ก็แหงสิวะ สมุดกู กูจดเป็นภาษาของกู เข้าใจของกูคนเดียวค่ะ
ตอนนั้นเราเลือดขึ้นหน้า เก็บข้าวของ เดินออกมาเลย
(เพราะถ้าอยู่นานกว่านั้นอาจจะกลายร่างอาละวาด พ่นไฟทำลายข้าวของได้)
เดินออกมา.....และไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลยจนวันนี้
แต่เงินได้ครบนะ น้าเฮชดเชยให้ เหอะๆๆ ให้มันรู้จะบ้างว่าเส้นใคร
เรื่องของเรื่องคือ
จะบันทึกเอาไว้
ชีวิตบัดซบกับการทำงาน
เราเลียขาใครไม่เป็น มันเลยขัดหูขัดตาใช่ไหม?
เราก็พยายามจะ "เหมาะค่ะพี่ ดีค่ะท่าน ตามนั้นค่ะเจ้านาย" อยู่พักหนึ่ง
ทำได้นะ โขกสับเท่าไหร่ก็ทน ขุดโคตรเหง้าบรรพบุรุษขึ้นมาด่าเสียหาย ก็ทน
แต่เราถือเรื่องความเป็นส่วนตัวของเรามาก
แล้วอีกอย่าง ไอ้วิธีแกล้งนั่นน่ะ มันเป็นสมกับเป็น"ผู้บริหาร"มากเลยค่ะ
ไม่อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อ
...
แล้ววันที่เราออกจากงานนั่นก็เป็นช่วงก่อนสงกรานต์พอดี
ตัดชุดเสร็จพอดี
(หมอยาใน entry ที่แล้วนั่นแหละ)
หยาดเหงื่อและน้ำตาที่เราฝืนกลืนมาจาก "เจ้านาย" คนนั้น
ป.ล.ใครรอดูหมอยาอยุ่ รออีกหน่อย พยายามทำตู้ยาอยู่ ยังไม่เสร็จเลยว่ะค่ะ
ป.ล.2 ผ่านสงกรานต์มา ดำขึ้นจริงๆ....จนถึงตอนนี้ ก็ยังดำอยู่
ป.ล.3 ตอนนี้ทำงานซักรีด เก็บตัวซื้อผ้า ฮ้า~
ป.ล.4 น้ำหนักลงไป 5 โล สงสัยเครียด
ป.ล.6 entry นี้ ยาวมาก
ป.ล.7 จบ
เศร้าใจ อยากออกก็ออกไม่ได้